🛡️ สมาคมประกันชีวิตไทย (TLAA) 📅 เริ่มบังคับใช้ มีนาคม 2568 🏥 เฉพาะผู้ป่วยใน IPD

copayment ประกันสุขภาพ 2568: เกณฑ์ใหม่ 3 กรณี สรุปครบฉบับสมบูรณ์
ใครต้องร่วมจ่าย ไม่ต้องกังวลเรื่องการเคลมสินไหม

คู่มือเจาะลึกเกณฑ์มาตรฐานใหม่ co-payment 2568 จากสมาคมประกันชีวิตไทย เพื่อความยั่งยืนของระบบประกันสุขภาพท่ามกลางเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาล คลายข้อสงสัย: ใครได้รับผลกระทบ เคลมแบบไหนเสี่ยงร่วมจ่าย 30% หรือ 50% รายชื่อ simple diseases และการผ่าตัดใหญ่ที่ได้รับการยกเว้น

มี.ค. 2568
เริ่มใช้กับสัญญาใหม่
สัญญาเดิม 0%
ก่อน มี.ค. 68 ไม่โดนย้อนหลัง
30% – 50%
อัตราส่วนร่วมจ่ายเมื่อเข้าเกณฑ์
ปีต่อปี
ประเมินใหม่ ปลดล็อกได้ ไม่ถาวร

copayment ประกันสุขภาพ เกณฑ์ใหม่ 2568 จากสมาคมประกันชีวิตไทย และ AIA
อินโฟกราฟิกสรุปหลักเกณฑ์การร่วมจ่าย Co-payment สัญญาใหม่ปี 2568 จากสมาคมประกันชีวิตไทย และ AIA

copayment ประกันสุขภาพ หรือการมีส่วนร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามสัดส่วนที่ระบุ เป็นเกณฑ์มาตรฐานใหม่ของ สมาคมประกันชีวิตไทย (TLAA) ภายใต้การกำกับของ สำนักงาน คปภ. ซึ่งเริ่มบังคับใช้กับกรมธรรม์ประกันสุขภาพฉบับใหม่ที่เริ่มคุ้มครองตั้งแต่ มีนาคม 2568 เป็นต้นไป สำหรับการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD)

⚡ สรุปด่วน: Co-payment ประกัน คืออะไร?

copayment ประกันสุขภาพ คือ ข้อกำหนดการร่วมรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลเป็นเปอร์เซ็นต์ (สัดส่วน 30% หรือ 50%) ร่วมกับบริษัทประกันภัย โดยมาตรฐานใหม่ของ สมาคมประกันชีวิตไทย มีผลบังคับใช้กับ กรมธรรม์ใหม่ที่เริ่มคุ้มครองตั้งแต่ มีนาคม 2568 เป็นต้นไป สำหรับการรักษาแบบ ผู้ป่วยใน (IPD) เท่านั้น เมื่อมีการเคลมโรคเล็กน้อยหรือโรคทั่วไปเกินเกณฑ์ที่กำหนด โดยจะประเมินแบบ ปีต่อปี และไม่ได้มีผลถาวรตลอดชีพ

⭐ 5 หัวใจสำคัญของเกณฑ์ copayment ประกันสุขภาพ 2568 ที่ต้องรู้

  • 1. กรมธรรม์เก่าก่อน มี.ค. 2568 ไม่ได้รับผลกระทบ: หากต่ออายุอย่างต่อเนื่อง ไม่ปล่อยให้สัญญาขาดอายุ จะไม่มีเงื่อนไขร่วมจ่าย (Co-payment) นี้เด็ดขาด
  • 2. มีผลเฉพาะผู้ป่วยใน (IPD): ไม่นับรวมและไม่มีผลต่อการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD)
  • 3. โรคร้ายแรงและการผ่าตัดใหญ่ไม่ถูกนับเป็นเกณฑ์: หากเจ็บป่วยหนักหรือผ่าตัดใหญ่ ค่ารักษาจะไม่ถูกนำมาคิดเป็นอัตราเร่งให้เข้าเงื่อนไขการร่วมจ่ายในปีถัดไป
  • 4. ประเมินเป็นรายปีกรมธรรม์: หากปีนี้เข้าเงื่อนไข จะร่วมจ่ายในปีถัดไป แต่หากปีถัดไปการเคลมลดลงตามเกณฑ์ บริษัทจะยกเลิกการร่วมจ่ายทันที
  • 5. จ่าย Deductible ก่อนคิด Co-pay: หากกรมธรรม์มีความรับผิดส่วนแรก (Deductible) ผู้เอาประกันภัยจะจ่าย Deductible ก่อน แล้วนำยอดส่วนเกินมาคิดสัดส่วน 30% หรือ 50%

🎯 Co-Payment คืออะไร? ทำไมต้องมีเกณฑ์ copayment ประกันสุขภาพ ปี 2568

หลายท่านอาจสงสัยว่า ทำไมสมาคมประกันชีวิตไทยและบริษัทประกันจึงต้องออกเกณฑ์ ร่วมจ่ายค่ารักษา (Co-payment) คำตอบอยู่ที่วิกฤตการณ์ Medical Inflation (เงินเฟ้อทางการแพทย์) ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 8-12% ต่อปีในประเทศไทย

ในอดีต มีพฤติกรรมการใช้สิทธิประกันสุขภาพแบบ Over-utilization เช่น การเจ็บป่วยเล็กน้อยแต่ขอแอดมิทนอนโรงพยาบาลโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ส่งผลให้กองทุนสินไหมของบริษัทประกันต้องแบกรับต้นทุนมหาศาล หากไม่มีการกำกับดูแล บริษัทประกันอาจจำเป็นต้องปรับเพิ่มเบี้ยประกันสุขภาพของลูกค้าทุกคนแบบก้าวกระโดด ดังนั้น มาตรการ Co-payment จึงถูกออกแบบมาเพื่อ:

ความยั่งยืน

1. ควบคุมอัตราเบี้ยประกันไม่ให้พุ่งสูง

ช่วยให้คนส่วนใหญ่ที่เคลมอย่างสมเหตุสมผล ไม่ต้องร่วมแบกรับภาระเบี้ยประกันที่เพิ่มขึ้นจากผู้ที่เคลมบ่อยเกินความจำเป็น

การรักษาที่เหมาะสม

2. สนับสนุนการรักษาตามความจำเป็น

ส่งเสริมให้โรคทั่วไปหรืออาการเล็กน้อยได้รับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) หรือ Day Case ที่ปลอดภัยและประหยัดเวลากว่า

👥 ใครบ้างที่จะเข้าเงื่อนไข Co-payment?

ข้อนี้ถือเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลใจสูงสุดให้กับผู้เอาประกันภัย มาดูความชัดเจนที่สมาคมประกันชีวิตไทยระบุไว้ในเอกสารอย่างเป็นทางการ:

สัญญาใหม่ 2568

กรมธรรม์ที่เริ่มคุ้มครองตั้งแต่ มีนาคม 2568 เป็นต้นไป

จะมีเงื่อนไขร่วมจ่าย Co-payment ระบุไว้ในกรมธรรม์อย่างชัดเจน โดยจะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยมีประวัติการเคลมเข้าเกณฑ์ที่กำหนดในรอบปีกรมธรรม์นั้นๆ

สัญญาเดิมปลอดภัย

ลูกค้าที่ซื้อประกันสุขภาพก่อน มีนาคม 2568

จะไม่มีเงื่อนไขร่วมจ่าย Co-payment! ตราบใดที่ไม่ปล่อยให้กรมธรรม์ขาดอายุ (Lapse) และต่ออายุอย่างต่อเนื่อง สัญญาเดิมจะยังคงได้รับความคุ้มครองเต็ม 100% ตามข้อตกลงเดิม

📊 เกณฑ์การเข้าเงื่อนไข co-payment 2568 แบ่งออกเป็น 3 กรณี (นับต่อปีกรมธรรม์)

สำหรับกรมธรรม์ใหม่ที่เริ่มคุ้มครองตั้งแต่ มีนาคม 2568 บริษัทประกันจะพิจารณาการเคลมของผู้ป่วยใน (IPD) ตามเกณฑ์ co-payment 2568 โดยแบ่งออกเป็น 3 กรณี ดังนี้:

กรณีที่ 1

การเจ็บป่วยเล็กน้อย (simple diseases)

เคลมโรคที่ไม่รุนแรง หรือไม่มีความจำเป็นต้องนอน รพ.

📋 จำนวนครั้ง: ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป / ปีกรมธรรม์
📈 และ อัตราเคลม: ตั้งแต่ 200% ขึ้นไป ของเบี้ยประกันสุขภาพ

ผลลัพธ์: ร่วมจ่าย Co-pay 30% ทุกค่ารักษาในปีถัดไป

กรณีที่ 2

การเจ็บป่วยโรคทั่วไป (ไม่รวมโรคร้ายแรง/ผ่าตัดใหญ่)

เคลมโรคทั่วไป แต่ไม่นับการผ่าตัดใหญ่และโรคร้ายแรง

📋 จำนวนครั้ง: ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป / ปีกรมธรรม์
📈 และ อัตราเคลม: ตั้งแต่ 400% ขึ้นไป ของเบี้ยประกันสุขภาพ

ผลลัพธ์: ร่วมจ่าย Co-pay 30% ทุกค่ารักษาในปีถัดไป

กรณีที่ 3

เข้าเงื่อนไขทั้งกรณีที่ 1 และ 2 ร่วมกัน

มีการเคลมเข้าเกณฑ์ทั้งกลุ่มป่วยเล็กน้อย และกลุ่มโรคทั่วไป

📋 เข้าเกณฑ์กรณีที่ 1 (simple diseases ป่วยเล็กน้อย 3 ครั้งขึ้นไป และเคลม 200% ขึ้นไป)
➕ และเข้าเกณฑ์กรณีที่ 2 (ทั่วไป 3 ครั้งขึ้นไป และเคลม 400% ขึ้นไป)

ผลลัพธ์: ร่วมจ่าย Co-pay 50% ทุกค่ารักษาในปีถัดไป

🧮 สูตรการคำนวณอัตราการเคลม (% Claim Ratio) สำหรับเกณฑ์ร่วมจ่าย

อัตราการเคลม (%) = ( ค่ารักษาพยาบาลที่บริษัทจ่ายต่อปีกรมธรรม์ ÷ ค่าเบี้ยประกันสุขภาพต่อปีกรมธรรม์ ) × 100

ตัวอย่างการคำนวณจริง:
สมมติเบี้ยประกันสุขภาพต่อปี = 20,000 บาท
• มีการนอน รพ. ด้วยอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย (simple diseases) 3 ครั้ง: ครั้งที่ 1 (10,000 บ.) + ครั้งที่ 2 (15,000 บ.) + ครั้งที่ 3 (20,000 บ.) = รวม 45,000 บาท
• คิดอัตราเคลม = (45,000 ÷ 20,000) × 100 = 225%
👉 ผลลัพธ์: เคลมครบ 3 ครั้ง และอัตราเคลมเกิน 200% เข้าเงื่อนไขกรณีที่ 1 ทำให้ในปีกรมธรรม์ถัดไป ผู้เอาประกันภัยจะต้องร่วมจ่าย Co-payment 30% ในทุกการรักษา

copayment ประกันสุขภาพ ตารางหลักเกณฑ์เงื่อนไขร่วมจ่าย 3 กรณี และ simple diseases 2568
การเคลม simple diseases และโรคร้ายแรงที่ไม่นำมานับเข้าเกณฑ์ร่วมจ่าย

🤒 เช็กลิสต์ 9 กลุ่มอาการ simple diseases ที่เสี่ยงเข้าเงื่อนไขร่วมจ่าย

simple diseases หรือการเจ็บป่วยเล็กน้อย ตามนิยามของสมาคมประกันชีวิตไทย มีลักษณะสำคัญ 4 ประการ: 1. อาการไม่รุนแรง ไม่กระทบชีวิตประจำวันระยะยาว • 2. รักษาง่าย เช่น ยาสามัญหรือวิธีธรรมชาติ • 3. สามารถหายได้เอง • 4. พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย

ตัวอย่าง 9 กลุ่มอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยที่มักเกิดข้อพิพาทและเสี่ยงเข้าเงื่อนไขร่วมจ่าย Co-payment มีดังนี้:

🌀
1. เวียนศีรษะ (Dizziness)
🌡️
2. ไข้ไม่ระบุสาเหตุ (Fever)
🤕
3. ปวดศีรษะ (Headache)
🫁
4. ติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน (URI)
🤧
5. ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
🌿
6. ภูมิแพ้ (Allergy)
💪
7. กล้ามเนื้ออักเสบ (Myositis)
🚽
8. ท้องเสียเฉียบพลัน (Diarrhea)
🔥
9. กระเพาะอักเสบ & กรดไหลย้อน (GERD)

*หมายเหตุ: หากอาการ simple diseases เหล่านี้มีความรุนแรง มีภาวะแทรกซ้อน หรือมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ชัดเจนว่าจำเป็นต้องรับการรักษาแบบผู้ป่วยใน แพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้วินิจฉัยและระบุในประวัติการรักษา

🚫 รายชื่อโรคร้ายแรง & การผ่าตัดใหญ่ ที่ “ไม่นับเข้าเงื่อนไข Co-Payment”

นี่คือจุดที่ทำให้ผู้เอาประกันภัยสบายใจได้มากที่สุด: หากเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง หรือต้องรับการผ่าตัดใหญ่ วงเงินค่ารักษาเหล่านั้นจะไม่ถูกนำมานับเป็นเงื่อนไขเร่งให้ติด Co-payment ในปีถัดไป!

หมวดหมู่ รายละเอียดโรค / การรักษาที่ได้รับการยกเว้น
โรคร้ายแรงกลุ่มสมองและระบบประสาท โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน (Major Stroke), โรคอัลไซเมอร์, พาร์กินสัน, เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย, สมองอักเสบจากเชื้อไวรัส
โรคร้ายแรงกลุ่มหัวใจและหลอดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด (Acute Heart Attack), การผ่าตัดเปิดหัวใจ, การผ่าตัดเส้นเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ (CABG), การขยายหลอดเลือดหัวใจ (Angioplasty)
โรคมะเร็งและเนื้องอก โรคมะเร็งระยะลุกลาม (Invasive Cancer), เนื้องอกในสมองชนิดที่ไม่ใช่มะเร็ง
อวัยวะสำคัญล้มเหลว ไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Failure), ตับวาย (End-stage Liver Disease), โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง, การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะสำคัญ
นิยามการผ่าตัดใหญ่ (Major Surgery) การผ่าตัดใดๆ ที่ต้องใช้ยาสลบ (General Anesthesia) หรือการระงับความรู้สึกเฉพาะส่วน (Regional Anesthesia) เช่น การบล็อกหลัง บล็อกแขน หรือบล็อกขา

⚖️ Co-Payment vs Deductible ต่างกันอย่างไร? ถ้ามีทั้งคู่คิดเงินอย่างไร?

Deductible (ความรับผิดส่วนแรก)

จ่ายก้อนแรกตามจำนวนเงินที่ระบุ

เป็นยอดเงินคงที่ เช่น 20,000 หรือ 30,000 บาท ซึ่งผู้เอาประกันภัยตกลงรับผิดชอบเอง เพื่อแลกกับเบี้ยประกันที่ถูกลงอย่างมาก

Co-Payment (การร่วมจ่าย)

จ่ายร่วมเป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์

เป็นเปอร์เซ็นต์ตามสัดส่วนของค่ารักษาจริง เช่น ร่วมจ่าย 30% หรือ 50% ตามเกณฑ์การเคลมที่ระบุไว้ในเงื่อนไขการร่วมจ่าย

💡 วิธีคิดเงินเมื่อมีทั้ง Deductible และติด Co-payment

หลักการตามประกาศสมาคมฯ: ผู้เอาประกันภัยต้องจ่ายค่า Deductible ส่วนแรกก่อน แล้วนำ “ค่ารักษาพยาบาลส่วนที่เหลือ” มาคำนวณ Co-payment 30% หรือ 50%

กรณีตัวอย่าง: ค่ารักษาพยาบาล 100,000 บาท (กรมธรรม์มี Deductible 30,000 บาท และติดเงื่อนไข Co-pay 30%)
• ขั้นที่ 1: ผู้เอาประกันภัยจ่าย Deductible ส่วนแรก = 30,000 บาท (เหลือยอดค่ารักษา 70,000 บาท)
• ขั้นที่ 2: นำยอด 70,000 บาท มาคิด Co-pay 30% = 21,000 บาท
👉 รวมผู้เอาประกันภัยจ่ายทั้งหมด: 30,000 + 21,000 = 51,000 บาท (บริษัทประกันคุ้มครอง 49,000 บาท)

🔄 ติดเงื่อนไข Co-Payment แล้ว จะหลุดได้อย่างไร? มีผลกี่ปี?

ข่าวดีที่สุดคือ “Co-payment ไม่ใช่บทลงโทษถาวรตลอดชีพ” บริษัทประกันภัยจะมีการทบทวนและประเมินสถานะใหม่ใน ทุกรอบปีกรมธรรม์

กฎการแจ้งเตือน

บริษัทประกันต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน

ก่อนครบกำหนดชำระเบี้ยประกันในรอบปีถัดไป บริษัทจะต้องส่งหนังสือแจ้ง หรือออกเอกสารบันทึกสลักหลัง (Endorsement) เพื่อแจ้งเงื่อนไขการมีส่วนร่วมจ่ายให้ผู้เอาประกันภัยทราบล่วงหน้า

การปลดล็อก

ปลดล็อกกลับมาเคลม 100% ได้ในปีถัดไป

หากในปีกรมธรรม์ที่ติด Co-Payment การเคลมของคุณปรับตัวลดลงจนไม่เข้าเกณฑ์กรณีที่ 1 หรือ 2 อีก บริษัทประกันจะยกเลิกเงื่อนไขร่วมจ่าย Co-payment ในปีต่ออายุถัดไปโดยอัตโนมัติ

📚 คลังบทความเจาะลึก

รวมบทความน่ารู้เพื่อการวางแผนประกันสุขภาพอย่างมั่นใจ

อ่านต่อประเด็นที่คุณสนใจเพื่อความเข้าใจอย่างถ่องแท้และไม่เสียสิทธิประโยชน์

📖 1. ประกันเล่มเก่า vs เล่มใหม่ 2568 ใครโดน Co-pay บ้าง?
เจาะลึกความคุ้มครองกรมธรรม์เดิม ทำไมห้ามปล่อยขาดอายุ และแนวทางสำหรับคนจะซื้อเพิ่ม

🤒 2. เจาะลึก simple diseases 9 กลุ่มอาการป่วยเล็กน้อย
ป่วยแบบไหนนอน รพ. เสี่ยงโดนคิดครั้งเคลม และกรณีใดบ้างที่แพทย์ยืนยันแอดมิทได้

🚫 3. รายชื่อโรคร้ายแรง & การผ่าตัดใหญ่ที่ไม่ถูกนับเป็น Co-pay
คลายกังวลเรื่องการรักษาหนัก เช็กลิสต์โรคร้ายแรงและเกณฑ์การผ่าตัดที่ได้รับการคุ้มครอง

🧮 4. Co-Payment vs Deductible ต่างกันอย่างไร? วิธีคำนวณเงิน
สอนวิธีคำนวณส่วนร่วมจ่ายเมื่อมีทั้งสองเงื่อนไขซ้อนกัน เข้าใจง่าย พร้อมกรณีตัวอย่าง

🔄 5. ติดเงื่อนไข Co-Payment แล้ว จะหลุดได้อย่างไร? วิธีบริหารการเคลมให้กลับมาเป็นปกติ
เทคนิคการบริหารการเคลม การใช้สิทธิ OPD และขั้นตอนการปลดล็อกในรอบปีกรมธรรม์ถัดไป

💡 กำลังจะทำประกันสุขภาพ AIA ยุค copayment ประกันสุขภาพ ควรเลือกแบบไหน?

หากคุณกำลังมองหาแผนประกันสุขภาพที่คุ้มค่าในยุคที่เงื่อนไข Co-payment มีผลบังคับใช้ คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ AIA คือ:

เหมาจ่ายยอดนิยม

AIA Health Happy (เอไอเอ เฮลธ์ แฮปปี้)

แผนประกันสุขภาพเหมาจ่าย 1 – 25 ล้านบาท คุ้มครองครอบคลุมทั้งค่าผ่าตัด ค่าห้อง ค่ายา พร้อมผลประโยชน์เพิ่มเป็น 2 เท่าเมื่อตรวจพบ 3 โรคร้ายแรง ช่วยลดความกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลก้อนใหญ่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

👉 ดูรายละเอียดแผน AIA Health Happy คลิกที่นี่

เบี้ยประหยัด คุ้มค่า

AIA Health Saver (เอไอเอ เฮลธ์ เซฟเวอร์)

ประกันสุขภาพเหมาจ่ายเบี้ยเริ่มต้นเบาๆ วงเงิน 200,000 – 500,000 บาท เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองพื้นฐาน หรือต้องการทำเสริมสวัสดิการเดิมที่มีอยู่

👉 ดูรายละเอียดแผน AIA Health Saver คลิกที่นี่

❓ รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Co-payment (FAQ)

1. เงื่อนไข copayment ประกันสุขภาพ มีผลทั้งผู้ป่วยใน (IPD) และผู้ป่วยนอก (OPD) หรือไม่?

ตอบ: ไม่เกี่ยวกับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) ครับ เงื่อนไข Co-payment ตามประกาศของสมาคมประกันชีวิตไทยจะใช้เฉพาะการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) เท่านั้น

2. เราจะทราบได้อย่างไรว่าเราเข้าเงื่อนไข Co-payment แล้ว?

ตอบ: บริษัทประกันชีวิตจะมีหนังสือแจ้งเตือนล่วงหน้าก่อนครบกำหนดชำระเบี้ยประกันภัยไม่น้อยกว่า 15 วัน หรือออกเอกสารบันทึกสลักหลัง (Endorsement) เพื่อแจ้งให้ผู้เอาประกันภัยทราบรายละเอียดและเงื่อนไขการร่วมจ่าย

3. ถ้าเข้าเงื่อนไขร่วมจ่ายแล้ว เบี้ยประกันภัยจะลดลงหรือไม่?

ตอบ: กรณีเข้าเงื่อนไขร่วมจ่ายเนื่องจากประวัติการเคลมเกินเกณฑ์ จะไม่มีการลดเบี้ยประกันภัยครับ

4. ถ้าเข้าเงื่อนไขแล้ว ทุกการรักษาจะต้องร่วมจ่ายหรือไม่ รวมโรคร้ายแรงและผ่าตัดใหญ่ด้วยไหม?

ตอบ: ในปีที่ติดเงื่อนไขร่วมจ่าย ผู้เอาประกันภัยจะต้องร่วมจ่าย 30% หรือ 50% ในทุกค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน (IPD) ที่เกิดขึ้นในปีนั้น รวมถึงโรคร้ายแรงและการผ่าตัดใหญ่ด้วย แต่ค่ารักษาของโรคร้ายแรงและการผ่าตัดใหญ่นั้น จะไม่ถูกนำไปนับคำนวณเป็นอัตราเร่งสำหรับเงื่อนไขในปีถัดไป

5. ถ้าปีต่อมาเคลมน้อยลง บริษัทจะยกเลิกเงื่อนไข Co-payment ให้หรือไม่?

ตอบ: ยกเลิกให้ครับ บริษัทประกันจะพิจารณาทุกรอบปีกรมธรรม์ หากประวัติการเคลมในรอบปีนั้นปรับตัวลดลงจนไม่เข้าเกณฑ์ บริษัทก็จะยกเลิกการร่วมจ่าย และกลับมาให้ความคุ้มครองเต็ม 100% ตามปกติ

6. สัญญาประกันสุขภาพที่ทำไว้ก่อน มีนาคม 2568 จะโดนย้อนหลังไหม?

ตอบ: ไม่โดนย้อนหลังครับ กรมธรรม์เดิมที่มีผลคุ้มครองก่อน มีนาคม 2568 และต่ออายุอย่างต่อเนื่อง ไม่ปล่อยให้ขาดอายุ จะไม่มีเงื่อนไขร่วมจ่าย Co-payment นี้อย่างแน่นอน

วางแผนประกันสุขภาพอย่างมั่นใจ ปรึกษาตัวแทน AIA FA ฟรี

ทีมงานตัวแทนคุณวุฒิ MDRT และ FA จาก AIA พร้อมให้คำปรึกษา ออกแบบแผนประกันสุขภาพที่สอดคล้องกับงบประมาณ และแนะนำแนวทางการเคลมสินไหมอย่างถูกต้องตามเกณฑ์มาตรฐานใหม่